สองหนุ่มขนยาเคถูกไล่ล่าข้ามจังหวัด จอดเก๋งทิ้งในปั้มขึ้นรถไฟเตรียมจะหนีแต่ก็ไม่รอด

เมื่อช่วงเย็นวันที่  6 มิถุนายน  2562  ที่ผ่านมา  พล.ต.ท.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยพล.ต.ต.นิยม ด้วงสี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง ได้เดินทางมาตรวจสอบที่บริเวณปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ใกล้กับแยกไฟแดงบ้านฟ่อน ถ.พหลโยธินสายลำปาง-ตาก เขต ต.ชมพู อ.เมือง จ.ลำปาง หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพบรถขนยาเสพติดล๊อตใหญ่จอดทิ้งไว้ภายในปั้มน้ำมันดังกล่าว

 

โดยก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่  และเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง 5 กองกำกับการตำรวจทางหลวงลำปาง ได้ร่วมกันติดตามไล่ล่ารถยนต์ต้องสงสัยซึ่งเป็นรถยนต์เก๋ง เชพโลเรตแคปติวา สีขาว    หมายเลขทะเบียน   5กพ6614  กรุงเทพ  ซึ่งรถคันดังกล่าวได้ขับรถหลบหนีด่านตรวจยาเสพติด สภ.ห้วยไร่ ในเขตพื้นที่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ โดยได้มีการกลับรถที่บริเวณหน้าด่านตรวจก่อนจะมุ่งหน้าขับมาทางจังหวัดลำปาง ก่อนจะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.ลำปาง ได้ออกไล่ล่าติดตามจนพบจอดอยู่ที่บริเวณปั้มน้ำมันดังกล่าวแต่ไม่พบตัวคนขับรถแต่อย่างใด

ทั้งนี้จากการตรวจสอบภายในรถเจ้าหน้าที่พบกระเป๋าเป้สีเขียวขนาดใหญ่จำนวน 14 ใบ ซึ่งได้ใส่กระสอบถุงปุ๋ยมาเมื่อเปิดดูแต่ละกระสอบพบถุงชาจีนจำนวน 26 ถุง น้ำหนักถุงละประมาณ 1 กิโลกรัม เมื่อเปิดถุงชาดูพบว่าเป็นผงชนิดสีขาวเมื่อตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่าเป็น ยาเคตามีน ซึ่งเป็นยาเสพติดวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 จึงได้ทำการตรวจนับทั้งหมดพบมีทั้งหมด 364 ถุง หรือ 364 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ภายในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว

อย่างไรก็ตามหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ได้ไล่ติดตามคนขับรถได้ที่บริเวณสถานีรถไฟนครลำปาง ซึ่งได้ซื้อตั๋วรถไฟรถด่วนนครพิงค์ ลำปาง-กรุงเทพ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟได้มาพบตัวจึงได้ควบคุมตัวมาทำการสอบสวน ทราบชื่อคือ นายธัชชัย เพ็งลา อายุ 33 ปี และ นายสุเมธ พังซา อายุ 33 ปี  ซึ่งทั้งสองคนเป็นชาวจังหวัดนครปฐม โดยได้รับสารภาพว่าหลังถูกไล่ล่าจึงนำรถไปจอดทิ้งในปั้มแล้วเดินเท้าเข้าไปในตัวเมืองลำปาง โดยได้ไปซื้อเสื้อยืดใหม่ที่ร้านสะดวกซื้อแล้วนำเสื้อผ้าเก่าและกุญแจรถยนต์เก๋งไปทิ้งถังขยะ และได้ซื้อตั๋วรถไฟเพื่อเตรียมที่จะหลบหนีกลับไปกรุงเทพฯ  แต่มาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้เสียก่อน เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จะได้สอบสวนขยายผลติดตามผู้ร่วมขบวนการมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำนักข่าวลำปาง 13