ผู้ว่าฯประกาศห้ามเผาป่าและเข้าในเขตป่าทั่วลำปาง หากผู้ใดฝ่าฝืนสั่งดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2563 นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่จังหวัดลําปาง ได้มีแนวโน้มทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความแห้งแล้ง การเผาเศษวัชพืชและวัสดุเหลือใช้ ทางการเกษตร ตลอดจนการเผาในพื้นที่โล่งที่มิได้มีการป้องกันจนเกิดการลุกลามเข้าไปในเขตป่าหรือมีเจตนาจุดไฟเผาป่า เพื่อหวังผลประโยชน์อื่นใด สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ป่าไม้โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ ป่าสงวนแห่งชาติเป็นบริเวณกว้าง ก่อให้เกิดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน รวมทั้งปริมาณค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ปกคลุมทุกพื้นที่และมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรง

 

ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันของจังหวัดลําปาง จึงประกาศห้ามมิให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเผาป่าหรือเข้าไปกระทําการใดๆ ในเขตป่าในพื้นที่จังหวัดลําปาง โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือมีเหตุอันควร จํานวน 33 ป่า ครอบคลุมพื้นที่ 13 อําเภอ ของจังหวัดลําปาง โดยได้กําหนดมาตรการ ดังนี้

(1) ห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขตจังหวัดลําปาง ตั้งแต่วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันจะดีขึ้นและเข้าสู่สภาวะปกติ

(2) ราษฎรรายใด มีความประสงค์จะเข้าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อดําเนินกิจการใดๆ ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายความสงบเรียบร้อย ต้องแสดงตนต่อกํานัน ผู้ใหญ่บ้านหรือหน่วยงานป่าไม้ในท้องที่แล้วแต่กรณี และแจ้งเหตุผลความจําเป็น พร้อมกําหนดวัน เวลา เข้า – ออก มีการได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อประกอบการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ หากเกิดไฟไหม้ป่าในบริเวณดังกล่าว ให้สันนิษฐานว่าเป็นผู้กระทําผิดตามกฎหมาย

(3) กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกํานัน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ถือเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ต้องช่วยกันสอดส่องดูแล ให้ประชาชนในท้องที่ปฏิบัติตามประกาศอย่างเข้มงวด เมื่อเจ้าหน้าที่ได้รับคําขออนุญาตเข้าพื้นที่ป่าจากราษฎรในเขตปกครองแล้วให้จัดทําบัญชีและบันทึกภาพถ่ายผู้ที่ขออนุญาตเข้าไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในเขตรับผิดชอบของตน ตามข้อ 2. ไว้เป็นหลักฐาน

(4) ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้ถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันกับป่าสงวนแห่งชาติ โดยใช้อํานาจตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 เป็นกฎหมายหลัก

(5) กรณีตรวจพบผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ป่าโดยไม่มีการขออนุญาต มีอุปกรณ์ และมีพฤติกรรม พร้อมที่จะทําให้เกิดไฟป่า หรือทําให้เสื่อมสภาพต่อป่าสงวนแห่งชาติ ให้เจ้าหน้าที่สอบถามเหตุผลความจําเป็น พร้อมบันทึกรายชื่อไว้ทุกครั้ง แต่หากอยู่ในข่ายที่เป็นการกระทําผิดกฎหมายให้มีการดําเนินคดีโดยเด็ดขาดทุกราย

(6) สําหรับพื้นที่หมู่บ้านที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ การสัญจรติดต่อระหว่างกันให้ใช้เส้นทางที่มีอยู่โดยปกติเป็นเส้นทางติดต่อระหว่างหมู่บ้านและตําบล

(7) หากพบเห็นเหตุไฟไหม้ป่าบริเวณใด ขอความร่วมมือให้ช่วยกันดับไฟป่าโดยเร็ว เพื่อไม่ให้ไฟขยายเป็นวงกว้าง หากไฟไหม้รุนแรงไม่สามารถดับได้ ขอให้แจ้งประสานงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอําเภอท้องที่ หน่วยป้องกันรักษาป่า สถานีควบคุมไฟป่าหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ไฟไหม้ป่าเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ดําเนินการดับไฟได้ทันเหตุการณ์

ทั้งนี้ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 27 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ และการจุดไฟเผาป่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 มาตรา 72 ตรี ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจํา ทั้งปรับและพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 มาตรา 31 ต้องระวางโทษจําคุก ตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000.- บาท (สองหมื่นบาท) ถึง 200,000.- บาท (สองแสนบาท) ในกรณีบุคคลใดทําความเสียหายเป็นพื้นที่เกิน 25 ไร่ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 4 ปี ถึง 20 ปี และปรับ ตั้งแต่ 200,000.- บาท (สองแสนบาท) ถึง 2,000,000.- บาท (สองล้านบาท) และอาจเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำนักข่าวลำปาง 13