‘กรมป่าไม้’ ลุยตรวจโรงโม่หินหลังปล่อยไฟไหม้ป่า จ่อยื่นพักใบอนุญาตไม่ดูแลสภาพป่า

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่ทะ ได้ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหาคือ นายอุดมสินธ์ อายุ 68 ปี พนักงานรักษาความปลอดภัยของโรงโม่หินแห่งหนึ่งใน อ.แม่ทะ จ.ลำปาง พร้อมของกลางเป็นชนวนจุดไฟโดยใช้ไม้ขีดไฟมัดรวมกับแท่งยากันยุงซึ่งหวังผลให้ลุกลามถึงหัวไม้ขีดเพื่อเกิดเปลวไฟเผาไหม้เชื้อเพลิง พร้อมกล่องไม้ขีดไฟ และอาวุธปืนแก๊ปยาว 1 กระบอก หลังพบป่าที่บริเวณโรงโม่หินดังกล่าวถูกไฟไหม้เสียหายไปกว่า 109 ไร่ โดยเบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 พระราชบัญญัติสาธารณะสุข พ.ศ. 2535 พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 และพระราชบัญญัติอาวุธปืน ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (รวบลุงวัย 68 ปี รปภ.โรงโม่หินนำก้านไม้ขีดมัดขดยากันยุง จุดไฟเผาป่าแม่ทะวอด 109 ไร่)

 

ล่าสุด นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ พร้อมชุดพยัคฆ์ไพร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ขยายผลตรวจสอบจุดที่เกิดเหตุ พบว่าจุดที่เกิดไฟไหม้ป่าเป็นพื้นที่ขอใช้ประโยชน์จากกรมป่าไม้ของ บริษัท ศิลาสิน จำกัด ขอใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่จางจำนวน 220-2-01 ไร่ ประกอบกิจการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน ตรวจสอบพบพื้นที่ถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด 109 ไร่ พื้นที่ถูกไฟไหม้อยู่ในเขตขอใช้ประโยชน์ของบริษัท ศิลาสิน 14-1-32 ไร่ และนอกพื้นที่ขอใช้ 94-2-68 ไร่

โดยเมื่อตรวจสอบเงื่อนไขแนบท้ายหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ป่าสงวนแห่งชาติระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รับอนุญาต จะต้องไม่สั่งการหรือยินยอมให้บุคคลหนึ่งบุคคลใด กระทำการ หรือละเว้นการกระทำการใดๆ ให้เป็นการเสื่อมเสียสภาพป่าหรือของป่า หากมีการกระทำผิด ผู้รับอนุญาตต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้นๆด้วย และต้องคอยสอดส่องตรวจตราระมัดระวัง มิให้มีการบุกรุกในพื้นที่ได้รับการอนุญาต

ถ้ามีการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ หรือกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ผู้รับอนุญาตต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบทันที หากพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า มีการเสียหายเกิดขึ้นโดยที่ผู้รับอนุญาตควรจะทราบ แต่ละเลยมิได้แจ้งให้ทราบ ผู้รับอนุญาตต้องรับผิดชอบด้วย และต้องมีการจ่ายฟื้นฟู ดูแล บำรุงรักษาพื้นที่ให้กลับคืนมาดังเดิมให้มากที่สุด นอกจากนี้ผู้รับอนุญาต ต้องบำรุงดูแลสภาพป่าในบริเวณที่ได้รับอนุญาต และบริเวณติดต่อใกล้เคียงให้มีสภาพป่าคงเดิม

ทั้งนี้หากผู้ได้รับอนุญาตฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ จะมีความผิดตามมาตรา 33/2 และ 33/3 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 เจ้าหน้าที่ร่วมกันลงความเห็นว่า บริษัทฯมีพฤติกรรมผ่าฝืนหรือละเว้นไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จึงได้ร่วมกันจัดทำบันทึกตรวจสอบ เพื่อดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนท้องที่เกิดเหตุ และมอบให้สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) นำเรื่องราวเสนอให้มีการพักใช้ใบอนุญาตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติต่อไป

อย่างไรก็ตาม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเฉพาะในจังหวัดลำปาง มีพื้นที่ขออนุญาตใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อดำเนินกิจการด้านเหมืองแร่ โรงโม่หินจำนวน 61 โครงการ รวมพื้นที่ประมาณ 48,213 ไร่ และเมื่อขยายผลอ่านแปลภาพถ่ายของเจ้าหน้าที่พบว่า ที่ผ่านมามีร่องรอยการเกิดไฟไหม้ในเขตพื้นที่ได้รับอนุญาต และพื้นที่ติดต่อใกล้เคียงพื้นที่ใช้ประโยชน์จำนวนมาก

ซึ่งทำให้เห็นว่าผู้ประกอบการที่ได้ใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดไว้ ถ้าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ให้ความสำคัญต่อปัญหาไฟป่าหมอกควัน น่าจะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้มาก ซึ่งทางชุดพยัคฆ์ไพร จะเข้าตรวจสอบโครงการอื่นๆ ทั้งหมดหากตรวจสอบพบการกระทำผิด ก็จะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายให้ถึงที่สุด ตามนโยบายและข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเคร่งครัด (‘รัฐมนตรีฯวราวุธ’ สั่งสอบข้อเท็จจริง รปภ.เผาป่า มีโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาท)

สำนักข่าวลำปาง 13
ข้อมูลจาก สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้