โปรดเกล้าฯ สถาปนาสมณศักดิ์ “พระเทพปริยัติมงคล” เป็น “พระพรหมมงคลวัชโรดม”

วันที่ 21 ตุลาคม 2564 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นผู้เชิญหิรัญบัฎ พัดยศ และเครื่องประกอบสมณศักดิ์ ไปถวายพระพรหมมงคลวัชโรดม เจ้าอาวาสวัดจองคำ พระอารามหลวง ณ วัดจองคำ พระอารามหลวง อำเภองาว โดยมี นายสิธิชัย จินดาหลวง ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายศรัณยู มีทองคำ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนคณะศิษยานุศิษย์ผู้เคารพรักและศรัทธา เข้าร่วมพิธีฯ

 

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ ซึ่งดำรงในสมณคุณ มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา พระเทพปริยัติมงคล ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า พระพรหมมงคลวัชโรดม สุตาคมปริยัติวิธาน ปรีชาญาณอัคคบัณฑิต ไพศาลศาสนกิจดิลก สาธกธรรมวิจิตร มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดจองคำพระอารามหลวง จังหวัดลำปาง มีฐานานุศักดิ์ตั้งฐานานุกรมได้ 8 รูป

ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความเลื่อมใส พระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา กับทรงสืบสานพระราชปณิธาน “ธรรมราชินี” ทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาเลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์พระสงฆ์ที่ดำรงอยู่ในสมณคุณ และมีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนาให้สูงขึ้น เพื่อจักได้บริหารพระศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองสถาพร ตามโบราณราชประเพณีสืบต่อไป

พระพรหมมงคลวัชโรดม (โอภาส โอภาโส) มีนามเดิมว่า โอภาส เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2475 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีมะแม อายุ 90 พรรษา 70 พระอุปัชฌาย์ พระครูวิทิตธรรมคุณ ตำแหน่งทางการปกครอง เจ้าอาวาสวัดจองคำ พระอารามหลวง ปี พ.ศ.2550 เป็นต้นมา การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เป็นศิษย์ของพระอาจารย์ใหญ่สังวโร แห่งสาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ ได้ติดตามอาจารย์ปฏิบัติกรรมฐานในช่วงที่จำพรรษาอยู่สาธารณรัฐสหภาพเมียนมาร์ตลอด ได้จาริกแสวงบุญและปฏิบัติกรรมฐานที่ประเทศอินเดียเป็นเวลาหลายปี และได้ธุดงค์มาที่ประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2523 เพื่อปฏิบัติกรรมฐานและปฏิบัติศาสนกิจ จนถึงปัจจุบันด้วยเป็นพระเถระที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาปริยัติธรรมแผนกบาลีที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ จนทำให้วัดจองคำได้รับยกย่องจากมหาเถระสมาคมให้เป็น “สำนักศาสนศึกษาประจำจังหวัด”