กองทุนแม่เมาะฯ สนับสนุนฟื้นฟู “ดอยพระบาท” หวังป้องกันไฟป่าอย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมาในช่วงปลายเดือน ธันวาคม – พ.ค. ของทุกๆปี ปัญหาไฟป่าหมอกควันของจังหวัดลำปางเราจะมีตลอด โดยเฉพาะบริเวณดอยพระบาทหลังศาลากลางจังหวัด สร้างปัญหากระทบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจภาพรวมของจังหวัดลำปางเรามาก

 

ในเรื่องนี้ มีบทความหนึ่งที่ น.ส.ดวงพร เกียรติดำรง นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ทำหน้าที่หัวหน้าสวนรุกขชาติพระบาท และพื้นที่เตรียมการอุทยานแห่งชาติเขลางค์บรรพต ได้เขียนแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ว่า “ดอยพระบาท” เป็นผืนป่าที่ใกล้ตัวเมืองลำปางมากที่สุด มีพื้นที่ทั้งสิ้นกว่า 80,000 ไร่ มีหน่วยงานที่ตั้งอยู่เพื่อคุ้มครองพื้นที่บริเวณดอยพระบาทแห่งนี้ หลายหน่วยงาน อาทิ วนอุทยานม่อนพระยาแช่ สวนรุกขชาติพระบาท ในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ หน่วยป้องกันรักษาป่า สังกัดกรมป่าไม้ ผืนป่าดอยพระบาทมีลักษณะพืชพรรณเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ จึงมีพืชอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาลอยู่เสมอ ในฤดูแล้งก็จะมี ผักหวานป่า ไข่มดแดง เป็นของป่าขึ้นชื่อ สำหรับในฤดูฝน เห็ดต่างๆ และหน่อไม้ ก็นับเป็นอาหารจากป่าชั้นยอด และยังมีพืชสมุนไพรอีกมากมายหลายชนิด ทำให้ประชาชนจากทั่วสารทิศเข้ามาเก็บหาพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติจากดอยพระบาทแห่งนี้

เนื่องจากมีเส้นทางการคมนาคมเข้าถึงโดยรอบ และอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองลำปาง หากจะพิจารณาดอยพระบาท ในแง่ทางภูมิศาสตร์ จะพบว่าดอยพระบาท เป็นดอยศูนย์กลางรอยต่อสามอำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภอแม่เมาะ และอำเภอแม่ทะ ผืนป่าดอยพระบาทนี้จึงมีคุณประโยชน์ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกิจกรรมต่างๆของชุมชน เข้ามาสู่กระบวนการสังเคราะห์แสงที่จะช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี และในกระบวนการหายใจของต้นไม้นั้น ก็ย่อมจะน้ำออกมาสู่บรรยากาศ สร้างความชื้นและความสดชื่นแก่บริเวณโดยรอบได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยดอยพระบาท มีโครงสร้างดินเป็นดินลูกรังดินตื้น ปริมาณ น้ำฝนน้อยกว่า 1,000 มม.ต่อปี จึงส่งผลให้สภาพของผืนป่าดอยพระบาทเป็นป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งพรรณพืชส่วนใหญ่เป็นไม้ผลัดใบ ทิ้งใบหมดต้นในฤดูแล้ง ทำให้มีเชื้อเพลิงจากใบที่ร่วงจำนวนมากในป่า ดังนั้นเมื่อมีคนเข้าป่าแล้วจุดไฟเพื่อหวังผลในการหาของป่าหรือด้วยเหตุผลอื่นใดก็ตาม จึงทำให้ดอยพระบาทแห่งนี้เกิดไฟไหม้ป่าอยู่เสมอทุกปี และเป็นข่าวทางสื่อนับไม่ถ้วน อีกทั้งปัญหาหมอกควัน และค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นในอากาศ ก็ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ส่งผลต่อการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจตกต่ำ ตามมาเป็นลำดับ ส่งผลให้เสียภาพลักษณ์ของจังหวัดลำปางเป็นอย่างมาก

จริงๆแล้วมีแนวทางการป้องกันมิให้ดอยพระบาทเกิดปัญหาไฟป่า นอกจากจะต้องสอดส่องดูแล ห้ามปรามมิให้เกิดการจุดไฟเผาป่าแล้ว คือการทำให้ป่านี้ให้มีความชื้นมากขึ้น เพื่อพัฒนาไปสู่ป่าดิบแล้ง ซึ่งจะทำให้พืชมีความสามารถสังเคราะห์แสงทำงานได้ตลอดปี ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากขึ้น และคายน้ำสู่บรรยากาศได้มากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ การปรับปรุงโครงสร้างป่าดอยพระบาท หมายรวมไปถึงการปรับปรุงโครงสร้างดิน ให้เอื้ออำนวยต่อพืชไม่ผลัดใบ ด้วยวิธีการหลัก คือเติมน้ำลงดิน การเติมชนิดพันธุ์ที่ไม่ผลัดใบ และการป้องกันมิให้เกิดไฟไหม้ป่า

โดยใช้แนวพระราชดำริ “ป่าเปียก” เป็นทฤษฎีการพัฒนาป่าไม้โดยการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างแนวป้องกันไฟเปียก (Wet Fire Break) ในบริเวณที่ดำเนินการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงคุณค่าอเนกอนันต์ของน้ำเป็นยิ่งนัก ทรงคำนึงว่าทุกสรรพสิ่งในสภาพแวดล้อมของมนุษย์นั้นจะเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้ หากรู้จักนำไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ให้ได้ เฉกเช่นเดียวกับพระราชดำริ ป่าเปียก เพื่อป้องกันไฟไหม้ป่า เป็นมรรควิธีที่ทรงคิดค้นขึ้น จากหลักการที่ง่ายแต่ได้ประโยชน์มหาศาล

กล่าวคือ ยามที่เกิดไฟไหม้ป่าขึ้นคราใดผู้คนส่วนใหญ่ก็มักคำนึงถึงการแก้ปัญหาด้วยการระดมสรรพกำลังกันดับไฟป่าให้มอดดับอย่างรวดเร็ว แต่แนวทางป้องกันไฟป่าระยะยาวนั้นยังไม่นำมาใช้กัน ฉะนั้น ในการวางระบบอย่างจริงจังโดยพระราชดำริป่าเปียกจึงเป็นแนวพระราชดำริหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแนะนำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำการศึกษาทดลองจนได้รับผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ (มูลนิธิชัยพัฒนา, 2558)

สำหรับวิธีการสร้าง ป่าเปียก เพื่อเป็นแนวป้องกันไฟเปียกมีหลากหลายวิธีตามความเหมาะสมของพื้นที่ วิธีการแรก: ทำระบบป้องกันไฟไหม้ป่า โดยใช้แนวคลองส่งน้ำและแนวพืชชนิดต่างๆ ปลูกตามแนวคลองนี้ วิธีที่สอง: สร้างระบบการควบคุมไฟป่าด้วยแนวป้องกันไฟป่าเปียก โดยอาศัยน้ำชลประทานและน้ำฝน วิธีที่สาม:โดยการปลูกต้นไม้โตเร็วคลุมแนวร่องน้ำ เพื่อให้ความชุ่มชื้นค่อยๆ ทวีขึ้นและแผ่ขยายออกไปทั้งสองร่องน้ำ ซึ่งจะทำให้ต้นไม้งอกงามและมีส่วนช่วยป้องกันไฟป่าเพราะไฟป่าจะเกิดขึ้นง่ายหากป่าขาดความชุ่มชื้น วิธีที่สี่:โดยการสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้นหรือที่เรียกว่า Check Dam ขึ้น เพื่อปิดกั้นร่องน้ำหรือลำธารขนาดเล็กเป็นระยะๆ เพื่อใช้เก็บกักน้ำและตะกอนดินไว้บางส่วน โดยน้ำที่เก็บไว้จะซึมเข้าไปสะสมในดิน ทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายเข้าไปทั้งสองด้านกลายเป็น ป่าเปียก วิธีที่ห้า : โดยการสูบน้ำเข้าไปในระดับที่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วปล่อยน้ำลงมาทีละน้อยให้ค่อยๆ ไหลซึมดิน เพื่อช่วยเสริมการปลูกป่าบนพื้นที่สูงในรูป ภูเขาป่า ให้กลายเป็น ป่าเปียก ซึ่งสามารถป้องกันไฟป่าได้อีกด้วย วิธีที่หก :ปลูกต้นกล้วยในพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นช่องว่างของป่า ประมาณ 2 เมตร หากเกิดไฟไหม้ป่าก็จะปะทะต้นกล้วยซึ่งอุ้มน้ำไว้ได้มากกว่าพืชอื่นทำให้ลดการสูญเสียน้ำลงไปได้มาก แนวพระราชดำริป่าเปียก จึงนับเป็นทฤษฎีการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้โดยใช้ความชุ่มชื้นเป็นหลักสำคัญที่จะช่วยให้ป่าเขียวสดอยู่ตลอดเวลาไฟป่าจึงเกิดได้ยากการพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ที่สามารถทำได้ง่ายและได้ผลดียิ่ง

นอกจากนี้แล้ว แนวพระราชดำริ “ภูเขาป่า” และ การปลูกป่าฟื้นฟู (forest restoration)  ถือเป็นการช่วยลดระยะเวลาและขั้นตอนการปรับเปลี่ยนปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อให้มีความเหมาะสมต่อการสืบต่อพันธุ์ของไม้ดั้งเดิม  นอกเหนือจากมาตรการและแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนแล้ว แนวทางการปลูกป่าฟื้นฟูที่สำคัญคือ  การปลูกป่าแบบผสมผสานระหว่างโดยการใช้พืชเบิกนำ (pioneer species) หรือไม้โตเร็ว (fast growing species) ร่วมกับพันธุ์พืชดั้งเดิมของพื้นที่ โดยในระยะแรกเริ่มปลูกพืชเบิกนำที่เหมาะสมต่อพื้นที่ และระยะที่สองเริ่มลงมือดำเนินการเมื่อปัจจัยแวดล้อมมีความเหมาะสม จึงเริ่มลงมือปลูกไม้ดั้งเดิมเสริมเข้าไป ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้อัตราการรอดตายของไม้ดั้งเดิมเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ป่าฟื้นฟูนั้นมีโครงสร้างและองค์ประกอบของชนิดพรรณพืชสมบูรณ์มากขึ้น  และสามารถเจริญทดแทนกลับคืนสู่ป่าธรรมชาติดั้งเดิมได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงต้องการน้อมนำแนวพระราชดำริ มาดำเนินการในพื้นที่ โดย ควบคู่การทดลอง เพื่อประโยชน์ต่อระบบนิเวศดอยพระบาทแห่งนี้ ในการป้องกันการเกิดไฟป่าในระยะยาว อย่างยั่งยืน

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้จะต้องมีหน่วยงานหลัก เช่น จังหวัดเป็นแม่งานในการบูรณาการทุกภาคส่วน ได้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยกันทำเรื่องนี้ เพราะจุดนี้มีหลายหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ แม้กระทั่ง อบจ.ลำปาง ที่ต่อไปจะได้ค่าสัมปทานเหมืองถ่านหินแม่เมาะตามกฎหมายใหม่ประมาณ 200 ล้านบาท/ปี น่าจะลงมาร่วมด้วยช่วยกัน รวมถึงคนลำปางทุกภาคส่วนด้วย

ซึ่งล่าสุดทางกองทุนพัฒนาไฟฟ้า โรงไฟฟ้าแม่เมาะจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งที่เห็นความสำคัญเรื่องนี้ ได้สนับสนุนงบประมาณจำนวนหนึ่ง เพื่อทำโครงการรณรงค์ไม่เผาป่าลดหมอกควัน โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้นำ และประชาชนพื้นที่รอบๆดอยพระบาท มาร่วมเสวนาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขและฟื้นฟูสภาพป่าให้อุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาการเผาป่าและเพื่อต่อยอดพัฒนาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญ อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปางเราต่อไป.

สำนักข่าวลำปาง 13